หน้าแรก > Network, NEWS IT, OTHER > บาร์โค้ดคืออะไร

บาร์โค้ดคืออะไร


          บาร์ โค้ด (Barcode) เป็นรหัสแท่งประกอบด้วยเส้นมืด (มักจะเป็นสีดำ) และเส้นสว่าง(มักเป็นสีขาว) วางเรียงกันเป็นแนวดิ่ง เป็นรหัสแทนตัวเลขและตัวอักษร ใช้เพื่ออำนวยความสะดวกให้เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถอ่านรหัสข้อมูลได้ง่าย ขึ้น โดยใช้เครื่องอ่านบาร์โค้ด (Barcode Scanner) ซึ่งจะทำงานได้รวดเร็ว และช่วยลดความผิดพลาดในการคีย์ข้อมูลได้มาก บาร์โค้ดเริ่มกำเนิดขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1950 โดยประเทศสหรัฐอเมริกาได้จัดตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจทางด้านพาณิชย์ขึ้น สำหรับค้นคว้ารหัสมาตรฐานและสัญลักษณ์ที่สามารถช่วยกิจการด้านอุตสาหกรรม และสามารถจัดพิมพ์ระบบบาร์โค้ดระบบ UPC-Uniform ขึ้นได้ในปี 1973 ต่อมาในปี 1975 กลุ่มประเทศยุโรปจัดตั้งคณะกรรมการด้านวิชาการเพื่อสร้างระบบบาร์โค้ดเรียก ว่า EAN-European Article Numbering สมาคม EAN เติบโตครอบคลุมยุโรปและประเทศอื่นๆ (ยกเว้นอเมริกาเหนือ) และระบบบาร์โค้ด EAN เริ่มเข้ามาในประเทศไทยเมื่อปี 1987

             โดยหลักการแล้ว บาร์โค้ดจะถูกอ่านด้วยเครื่องสแกนเนอร์ บันทึกข้อมูลเข้าไปเก็บในคอมพิวเตอร์โดยตรง โดยไม่ต้องกดปุ่มที่แท่นพิมพ์ ทำให้มีความสะดวก รวดเร็วในการทำงาน รวมถึงอ่านข้อมูลได้อย่างถูกต้องแม่นยำ เชื่อถือได้ และจะเห็นได้ชัดเจนว่าปัจจุบันระบบบาร์โค้ดเข้าไปมีบทบาทในทุกส่วนของ อุตสาหกรรม การค้าขาย และการบริการ ที่ต้องใช้การบริหารจัดการข้อมูลจากฐานข้อมูลในคอมพิวเตอร์  และปัจจุบันมีกระประยุกต์การใช้งานบาร์โค้ดเข้ากับการใช้งานของ Mobile Computer ซึ่งสามารถพกพาได้สะดวก เพื่อทำการจัดเก็บ แสดงผล ตรวจสอบ และประมวลในด้านอื่นๆ ได้ด้วย

บาร์โค้ด 2 มิติ

     บาร์ โค้ด 2 มิติเป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาเพิ่มเติมจากบาร์โค้ด 1 มิติ โดยออกแบบให้บรรจุข้อมูลได้ทั้งในแนวตั้งและแนวนอน ทำให้สามารถบรรจุข้อมูลมากได้ประมาณ 4,000 ตัวอักษร หรือประมาณ 200 เท่าของบาร์โค้ด 1 มิติในพื้นที่เท่ากันหรือเล็กกว่า ข้อมูลที่บรรจุสามารถใช้ภาษาอื่นนอกจากภาษาอังกฤษได้ เช่น ภาษาญี่ปุ่น จีน หรือ เกาหลี เป็นต้น และบาร์โค้ด 2 มิติสามารถถอดรหัสได้แม้ภาพบาร์โค้ดบางส่วนมีการเสียหาย อุปกรณ์ที่ใช้อ่านและถอดรหัสบาร์โค้ด 2 มิติมีตั้งแต่เครื่องอ่านแบบซีซีดี หรือเครื่องอ่านแบบเลเซอร์เหมือนกับบาร์โค้ด 1 มิติจนถึงโทรศัพท์มือถือแบบมีกล้องถ่ายรูปในตัวซึ่งติดตั้งโปรแกรมถอดรหัส ไว้ ลักษณะของบาร์โค้ด 2 มิติมีอยู่มากมายตามชนิดของบาร์โค้ด เช่น วงกลม สี่เหลี่ยมจตุรัส หรือสี่เหลี่ยมผืนผ้าคล้ายกันกับบาร์โค้ด 1 มิติ

บาร์โค้ด 2 มิติ สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท

    * บาร์โค้ด 2 มิติ แบบสแต๊ก (Stacked Barcode)
                บาร์ โค้ดแบบสแต๊กมีลักษณะคล้ายกับการนำบาร์โค้ด 1 มิติมาวางซ้อนกันหลายแนว มีการทำงานโดยอ่านภาพบาร์โค้ดแล้วปรับความกว้างของบาร์โค้ดก่อนทำการถอดรหัส ซึ่งการปรับความกว้างนี้ทำให้สามารถถอดรหัสจากที่เสียหายบางส่วนได้ โดยส่วนที่เสียหายนั้นต้องไม่เสียหายเกินขีดจำกัดหนึ่งที่กำหนดไว้ การอ่านบาร์ดค้ดแบบสแต๊กสามารถอ่านได้ทิศทางเดียว เช่น อ่านจากซ้ายไปขวา หรือขวาไปซ้าย และการอ่านจากด้านบนลงล่างหรือจากด้านล่างขึ้นด้านบน  ตัวอย่างบาร์โค้ดแบบสแต๊ก คือ บาร์โค้ดแบบ PDF417 (Portable Data File)

    * บาร์โค้ด 2 มิติ แบบเมตริกซ์ (Matrix Codes)
               บาร์ โค้ดแบบเมตริกซ์มีลักษณะหลากหลายและมีความเป็นสองมิติมากกว่าบาร์โค้ดแบบ สแต๊กที่เหมือนนำบาร์โค้ด 1 มิติไปซ้อนกัน ลักษณะเด่นของบาร์โค้ดแบบเมตริกซ์คือมีรูปแบบค้นหา (Finder Pattern) ทำหน้าที่เป็นตัวอ้างอิงตำแหน่งในการอ่านและถอดรหัสข้อมูล ช่วยให้อ่านข้อมูลได้รวดเร็วและสามารถอ่านบาร์โค้ดได้แม้บาร์โค้ดเอียง หมุน หรือกลับหัว ตัวอย่างของบาร์โค้ดแบบแมตริกซ์ คือ บาร์โค้ดแบบ MaxiCode , บาร์โค้ดแบบ Data Matrix ,บาร์โค้ดแบบ QR Code

ข้อดีของการใช้บาร์โค้ด

    *  ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน : บาร์โค้ดจะช่วยให้การทำงานรวดเร็วขึ้น และมีความเที่ยงตรง แม่นยำมากในการจัดเก็บข้อมุลต่างๆ ตัวอย่างเช่น ในบางขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ต้องการความรวดเร็ว มีการติดตามงานที่แม่นยำ ใช้เวลาเพียงเล็กน้อยในการติดตามสถานะของวัตถุดิบ สินค้า หรือส่วนอื่นๆ ในสายการปฏิบัติงานที่จำเป็นต้องระมัดระวังทุกขั้นตอนในการดำเนินการ จะช่วยลดระยะเวลาในการแก้ไขปัญหาที่ไม่คาดคิดที่จะเกิดในกระบวนการทำงานได้ มากขึ้น

    *  ประหยัดเวลา : โดยปกติคุณอาจต้องการพนักงาน 20 คนในการเช็คสต๊อกกลางปีในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ แต่สำหรับระบบบาร์โค้ดคุณต้องการเพียงพนักงาน 3 คนและใช้เวลาเพียง 6 ชั่วโมงในการเช็คสต๊อกให้เรียบร้อย ในการดำเนินงานในแต่ละวัน ถ้ามีการขนส่งสินค้า 20 กล่อง จากเดิมที่คุณต้องใช้เวลาประมาณ 5 นาทีในการจดรหัสสินค้า และเลขซีเรียล แต่คุณจะใช้เวลาเพียง 15-30 วินาทีเท่านั้นในการสแกนบาร์โค้ด นอกจากจะประหยัดเวลา ประหยัดทรัพยากรบุคคลแล้ว ระบบบาร์โค้ดยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงานเป็นอย่างมาก

    *  ลดข้อผิดพลาด : ข้อผิดพลาดที่เกิดในการจัดการข้อมูลบางครั้งอาจจะนำไปสู่ปัญหาใหญ่ๆ ได้ รวมถึงทำให้เสียเวลา เสียค่าใช้จ่ายโดยเปล่าประโยชน์และยังทำให้ลูกค้าเกิดความไม่พอใจด้วย ข้อผิดพลาดส่วนใหญ่เกิดจากพนักงานใส่ข้อมูลผิดพลาด แต่ถ้าใช้บาร์โค้ดในการจัดเก็บข้อมูล ความเที่ยงตรง แม่นยำที่มากกว่า จะช่วยลดข้อผิดพลาดในการทำงานได้เป็นอย่างมาก

    *  ลดค่าใช้จ่าย เมื่อบาร์โค้ดมีการใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ ประหยัดเวลามากขึ้น ลดอัตราการจ้างงาน คุณก็จะประหยัดเวลาในการทำงาน และประหยัดค่าใช้จ่ายในโครงการต่างๆ

การทำงานของบาร์โค้ด

         เครื่อง อ่านบาร์โค้ด จะทำงานโดยแยกความกว้างระหว่างพื้นที่มืดและพื้นที่สว่างออกมาเป็นรหัสตัว เลข เมื่อแสงจากเครื่องอ่านบาร์โค้ดมากระทบบาร์โค้ดในลักษณะวางพาดขวาง แสงสะท้อนที่ออกจากเส้นมืดจะน้อยกว่าแสงที่สะท้อนออกจากพื้นที่สว่าง เครื่องอ่านบาร์โค้ดจะแปลงแสงสะท้อนนี้เป็นรหัสไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์หรือ เครื่องมือจัดเก็บข้อมูลแบบพกพา

มีบาร์โค้ดบางแบบที่มีการตรวจสอบความ ถูกต้องของบาร์โค้ด โดยมีการคำนวนเลขตรวจสอบ (Check digit Calculation) และแสดงค่านั้นๆ มาท้ายของข้อมูลที่อ่านได้ เช่นบาร์โค้ดในแบบ UPC/EAN และการอ่านบาร์โค้ดจะแสดงผลทั้งการอ่านปกติและผลของการเปรียบเทียบของการ ตรวจสอบบาร์โค้ด และเมื่อพบข้อผิดพลาดของข้อมูลในตัวบาร์โค้ด  เครื่องอ่านบาร์โค้ด หรือโปรแกรมที่ใช้พิมพ์บาร์โค้ดจะแสดงข้อผิดพลาดดังกล่าวออกมา เพื่อทำการแก้ไข และให้ทำการอ่านบาร์โค้ดหรือพิมพ์บาร์โค้ดใหม่อีกครั้ง บาร์ โค้ดในแต่ละแบบมีรูปแบบของลักษณะแท่งบาร์โค้ดที่แต่งต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นขนาดของแท่งบาร์โค้ด ลักษณะการจัดวางตัวอักษร/ตัวเลข วิธีการบันทึกข้อมูล การตรวจสอบความถูกต้องของบาร์โค้ด และอื่นๆ แต่โดยทั่วไปแล้วผู้ใช้งานมักจะสนใจคุณสมบัติการใช้งานมากกว่าข้อมูลทางด้าน เทคนิคของบาร์โค้ดนั้นๆ

ระบบบาร์โค้ดในงานอุตสาหกรรมการผลิต

        ในยุคปัจจุบันนี้บาร์โค้ดหรือรหัสแท่งเริ่มมีบทบาทมากขึ้นในชีวิตของคนเราคุณสามารถพบเห็นรหัสแท่งได้เกือบทุกสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าทั่วไป โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า สถานกักขัง ฟาร์ม หรือแม้กระทั่งบนสิ่งของต่าง ๆ ในบ้านของคุณ รหัสแท่งเหล่านี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเราไปโดยปริยาย หากแต่รหัสแท่งเหล่านี้คืออะไร และมันให้ประโยชน์อะไรบ้าง
        

        มันไม่น่าแปลกใจเลยที่คุณจะไม่รู้เรื่องและรู้สึกสับสนกับ รหัสแท่งเหล่านี้ที่อยู่บนซองบรรจุอาหาร กล่องสินค้า ซองจดหมาย สายรัดข้อมือคนไข้ในโรงพยาบาล และสิ่งต่าง ๆ อีกมากมาย ดูผิวเผินแล้วรหัสแท่งเหล่านี้มีลักษณะหน้าตาคล้าย ๆ กัน
แต่ในความเป็นจริงแล้วรหัสแท่งแต่ละอันนั้นมันแตกต่างกัน ในแต่ละอุตสาหกรรมก็มีมาตรฐานของรหัสแท่งที่แตกต่างกันออกไปซึ่งจะอธิบายต่อไปภายหลัง หากคุณต้องการที่จะติดตั้งระบบการจัดการข้อมูล โดยใช้รหัสแท่งแล้ว คุณต้องพิจารณาถึงปัจจัยต่าง ๆ เพื่อตัดสินใจเลือกใช้ระบบรหัสแท่งที่ถูกต้องเหมาะสม กับธุรกิจและการใช้งานของคุณ
        

         หลังจากอ่านบทความนี้แล้ว คุณจะสามารถหาคำตอบที่คุณสงสัยเกี่ยวกับรหัสแท่ง การทำงานของรหัสแท่ง เพื่อนำไปประกอบการตัดสินใจเลือกฃื้อ เลือกหา และตัดสินใจเลือกใช้งานระบบการจัดการข้อมูล โดยใช้รหัสแท่งให้เหมาะสมยิ่งขึ้น คุณจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับหัวข้อต่าง ๆ ดังนี้

– ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับรหัสแท่ง

– รูปสัญลักษณ์ของรหัสแท่ง

– สแกนเนอร์ (Scanner)—แบบฟิกซ์ (Fixed), แบบแป้นพิมพ์ชนิดพกพา, และแบบไร้สาย

– การผนวกระบบจัดการข้อมูลโดยใช้รหัสแท่งเข้ากับระบบงานเดิมที่ใช้อยู่

– ซอฟต์แวร์ (Software) ระบบจัดการข้อมูลโดยใช้รหัสแท่ง

– การจัดพิมพ์รหัสแท่ง

– ลักษณะการประยุกต์ใช้งานและอุตสาหกรรมที่ใช้รหัสแท่ง

– คำถามที่ควรถามในการเลือกซื้อระบบจัดการข้อมูลโดยใช้รหัสแท่ง

– อื่น ๆ

        จุดประสงค์ในการนำเสนอ ความรู้เบื้องต้นเรื่องรหัสแท่ง นี้เพื่อให้นักธุรกิจมืออาชีพอย่างคุณ ได้เข้าใจถึงประโยชน์ต่าง ๆ
ของการนำระบบการจัดการข้อมูลโดยใช้รหัสแท่ง ไปใช้กับธุรกิจของคุณ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และเพิ่มผลกำไรของการประกอบการ

ซ่อนอะไรไว้ระหว่างแท่ง

         สิ่งแรกคือคุณไม่ต้องไปกลัวเมื่อเห็นรหัสแท่ง คุณไม่จำเป็นจะต้องเป็นอัจฉริยะด้านวิทยาศาสตร์ เพื่อที่จะทำความเข้าใจกับสิ่งที่ถูกเก็บไว้ในรหัสแท่ง จริง ๆ แล้วรหัสแท่งก็เป็นเพียงอีกหนึ่งวิธีการในการเขียนตัวเลข และตัวหนังสือ โดยใช้สัญลักษณ์แท่งและช่องว่างที่ไม่เท่ากัน ประกอบกันเป็นรูปสัญลักษณ์ หรือในอีกมุมมองหนึ่ง รหัสแท่งก็คืออีกหนึ่งวิธีของการป้อนข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์แทน ที่จะนั่งพิมพ์ข้อมูลโดยใช้แป้นพิมพ์ สำหรับ ธุรกิจที่มีการนำรหัสแท่งไปใช้งานอย่างถูกวิธีและเหมาะสมแล้ว จะช่วยทำให้ลดความเสียหายและเพิ่มประสิทธิภาพในการปฎิบัติงานได้มากขึ้น ซึ่งส่งผลให้ผลประกอบการเพิ่มขึ้นด้วย

พูดง่าย ๆ ก็คือการใช้รหัสแท่งจะช่วยทำให้การป้อนข้อมูลสะดวก รวดเร็ว และแม่นยำมากยิ่งขึ้น

       สิ่งที่คุณจะได้อ่านต่อไปนี้อาจจะทำให้คุณแปลกใจอยู่บ้าง รหัสแท่งไม่ได้เก็บข้อมูลอย่างละเอียด ซึ่งก็เป็นทำนองเดียวกับเลขประจำตัวประชาชนของคุณที่ไม่ได้เก็บข้อมูล ชื่อและที่อยู่ของคุณ รหัสแท่งเก็บแค่ตัวเลขอ้างอิงที่ใช้เพื่อเรียกดูรายละเอียด ของข้อมูลที่เกี่ยวข้องกัน

ตัวอย่าง: รหัสแท่งที่อยู่บนขนมปังจะไม่มีชื่อของสินค้า ประเภทของขนมปัง หรือราคาของขนมปัง ข้อมูลที่เก็บอยู่บนรหัสแท่งก็คือตัวเลข 12 หลักหนึ่งชุด หลังจากที่ตัวเลขนี้ถูกอ่านผ่านเครื่องเก็บเงินแล้ว มันจะถูกส่งไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อจะทำการเรียกหา
และดึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตัวเลขชุดนี้ขึ้นมาจากระบบฐานข้อมูล เช่นรายละเอียดของสินค้า ชื่อบริษัทคู่ค้า ราคาสินค้า สต็อกที่เหลืออยู่ เป็นต้น ในขณะเดียวกัน ราคาสินค้า จะปรากฏที่หน้าจอของเครื่องเก็บเงิน (ซึ่งระบบจะทำการตัดสต็อกสินค้าออกจากระบบทันที) กระบวนการดังกล่าวนี้จะเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน ถ้าไม่มีการใช้รหัสแท่งพนักงานเก็บเงินจะต้องทำการป้อนรหัสสินค้าทั้งหมดทุกชิ้นที่เป็นตัวเลข 12 หลักด้วยตัวเองซึ่งอาจจะใช้เวลามากขึ้นและอาจป้อนข้อมูลผิดพลาดได้

โดยสรุปแล้วรหัสแท่งเก็บข้อมูลเป็นตัวเลขรหัสสินค้า ซึ่งเมื่อมีการอ่านผ่านสแกนเนอร์แล้ว ตัวเลขดังกล่าวจะถูกส่งไปยังคอมพิวเตอร์เพื่อทำการค้นหา และแสดงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตัวเลขชุดนั้น

รูปสัญลักษณ์: ความหมาย

          การใช้สัญลักษณ์ถือได้ว่า เป็นภาษาของรหัสแท่งเลยทีเดียว ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่นเมื่อคุณเดินทางไปประเทศฝรั่งเศส
คุณก็ต้องใช้ภาษาฝรั่งเศสในการติดต่อสื่อสาร ในทำนองเดียวกันภาษาของรหัสแท่งคือภาษาสัญลักษณ์  ซึ่งต้องใช้สแกนเนอร์เป็นตัวอ่าน รูปสัญลักษณ์ดังกล่าวนี้เองที่ทำให้ สแกนเนอร์อ่านข้อมูล ที่เก็บอยู่ในรหัสแท่งได้ถูกต้อง และเมื่อคุณต้องการที่จะพิมพ์รหัสแท่ง รูปสัญลักษณ์นี้ก็จะเป็นตัวบอกให้ เครื่องพิมพ์ ทำการพิมพ์ข้อมูลที่ต้องการลงบนฉลากของตัวสินค้า

รูปสัญลักษณ์ประเภทต่าง ๆ ของรหัสแท่ง
         รูปสัญลักษณ์ของรหัสแท่งมีหลากหลายรูปแบบ โดยทั่วไปแล้วเราจะคุ้นเคยกับรูป สัญลักษณ์ของรหัสแท่ง ที่ใช้ตามร้านขายของอุปโภคบริโภคทั่วไป หรือซุปเปอร์มาร์เกต แต่ในความเป็นจริงแล้วรูปสัญลักษณ์ของรหัสแท่งมีหลายรูปแบบ แล้วแต่ประเภทของอุตสาหกรรมหรือธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพ ด้านการผลิต หรือด้านธุรกิจขายปลีก ซึ่งรูปสัญลักษณ์นี้ใช้ได้เฉพาะอุตสาหกรรมหรือธุรกิจของใครของมัน ไม่สามารถนำมาใช้ทดแทนกันได้ คุณอาจจะมีคำถามว่าทำไมจะต้องมีรูปสัญลักษณ์ ของรหัสแท่งที่แตกต่างกันด้วย คำตอบที่ง่ายที่สุดก็คือ รูปสัญลักษณ์เหล่านี้ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหา ที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมหนึ่ง ๆ เท่านั้น รูปสัญลักษณ์ของรหัสแท่งที่มีใช้อยู่ในปัจจุบันมีดังต่อไปนี้

บาร์โค้ดแบบตัวเลข

ยูพีซี/อีเอเอ็น (UPC/EAN)

          รูปสัญลักษณ์ของรหัสแท่งประเภทนี้มีจุดมุ่งหมาย เพื่อใช้สำหรับการเก็บเงิน (check out) ยูพีซีเป็นรหัสแท่งที่มีความยาวของรหัสแท่งที่แน่นอน ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ และเป็นมาตรฐาน ที่ถูกกำหนดใช้ในธุรกิจขายปลีกและธุรกิจที่เกี่ยวกับอาหารเท่านั้น ยูพีซีถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้สามารถนำมาใช้งานกับมาตรฐาน รหัสสินค้าที่เป็นตัวเลข 12 หลักสำหรับธุรกิจด้านนี้

EAN-13(European Article Numbering international retail product code) เป็นแบบบาร์โค้ดที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลก โดยบาร์โค้ดประเภทนี้จะมีลักษณะเฉพาะของชุดตัวเลขจำนวน 13 หลัก ซึ่งมีความหมายดังนี้
3 หลักแรก  คือ รหัสของประเทศที่กำหนดขึ้นมาเพื่อให้ผู้ผลิตได้ทำการลงทะเบียนได้ทำการผลิตจากประเทศไหน
4 หลักถัดมา คือ รหัสโรงงานที่ผลิต
5 หลักถัดมา คือ รหัสของสินค้า
และ ตัวเลขในหลักสุดท้าย จะเป็นตัวเลขตรวจสอบความถูกต้องของบาร์โค้ด (Check digit)
แม้ ว่าบาร์โค้ดแบบ EAN-13 จะได้รับการยอมรับไปทั่วโลก แต่ในสหรัฐอเมริกาและแคนนาที่เป็นต้นกำเนิดบาร์โค้ดแบบ UPC-A ยังคงมีการใช้บาร์โค้ดแบบเดิม จนวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 2005 หน่วยงาน Uniform Code Council ได้ประกาศให้ใช้บาร์โค้ดแบบ EAN-13 ไปพร้อมๆ กับ UPC-A ที่ใช้อยู่เดิม การออกประกาศในครั้งนี้ทำให้ผู้ผลิตที่ต้องการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐ อเมริกาและแคนาดาต้องใช้บาร์โค้ดทั้ง 2 แบบบนผลิตภัณฑ์
การคำนวนตัวเลขตรวจสอบความถูกต้องของบาร์โค้ดแบบ EAN-13 (Check digit Calculation)
    *      นำตัวเลขในตำแหน่งคู่ (หลักที่ 2,4,6,8,10,12 )มารวมกัน แล้วคูณด้วย 3
    *      นำตัวเลขในตำแหน่งคี่ (หลักที่ 1,3,5,7,9,11 )มารวมกัน
    *      นำผลลัพท์จากข้อ 1 และ 2 มารวมกัน
    *      นำผลลัพท์ที่ได้จากข้อ 3 ทำการ MOD ด้วย 10 จะได้เป็นตัวเลข (Check digit ) ที่จะต้องแสดงในหลักที่ 13

EAN-8  เป็นบาร์โค้ดแบบ EAN ที่เหมาะสมหรับผลิตภัณฑ์ขนาดเล็ก ใช้หลักการคล้ายกันกับบาร์โค้ดแบบ EAN-13 แต่จำนวนหลักน้อยกว่า คือ จะมีตัวเลช 2 หรือ 3 หลัก แทนรหัสประเทศ  4 หรือ 5 หลักเป็นข้อมูลสินค้า และอีก 1 หลักสำหรับตัวเลขตรวจสอบความถูกต้องของบาร์โค้ด (Check Digit) แต่สามารถขยายจำนวนหลักออกไปได้อีก 2 หรือ 5 หลัก ในลักษณะของ Extension Barcode  (UPC-A+2 , UPC-A+5 ) ซึ่งเป็นคนละลักษณะกับการใช้บาร์โค้ดแบบ UPC-E ที่จะต้องพิมพ์ออกมาในรูปแบบเต็มเหมือน UPC-A แต่ทำการตัด 0 (ศุนย์) ออก
ข้อมูลตัวเลขในสัญลักษณ์บาร์โค้ดแบบ EAN-8 จะบ่งชี้ถึงผู้ผลิตและผลิตภัณฑ์ และเมื่อมีการใช้ EAN-8 มากขึ้นในหลายประเทศ จำนวนของตัวเลขที่นำมาใช้ซึ่งมีจำนวนจำกัดทำให้ไม่เพียงพอกับผู้ใช้จึงหันมา ใช้บาร์โค้ดแบบ EAN-13 แทน

UPC-A (Universal Product Code) พบมากในธุรกิจค้าปลีกของประเทศสหรัฐอเมริกา และ แคนนาดา รหัสบาร์โค้ดที่ใช้เป็นแบบ 12 หลัก  หลักที่ 1 เป็นหลักที่ระบุประเภทสินค้า และตัวที่ 12 เป็นหลักที่แสดงตัวเลขที่ใช้ตรวจสอบความถูกต้องของบาร์โค้ด       รหัสบาร์โค้ดแบบ UPC มีหน่วยงาน Uniform Council [UCC] ที่ตั้งอยู่รัฐ OHIO ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ดูแลในการจดทะเบียนบาร์โค้ด

UPC-E เป็นบาร์โค้ดแบบ UPC ที่เหมาะสำหรับผลิตภัณฑ์ขนาดเล็ก ถูกพัฒนามาจากบาร์โค้ดแบบ UPC-A โดยตัดจะเลข 0 (ศูนย์) ออกทั้งหมด บาร์โค้ด UPC-E สามารถพิมพ์ออกมาได้ขนาดเล็กมาก ไว้ใช้สำหรับป้านขนาดเล็กที่ติดบนตัวสินค้า

Interleaved 2 of 5  เป็นรหัสบาร์โค้ดที่ใช้ในระบบรับ-ส่งสินค้า รหัสบาร์โค้ดแบบนี้เหมาะสำหรับพิมพ์ลงบนกระดาษลูกฟูก มักใช้ในโกดังจัดเก็บสินค้า และอุตสาหกรรมต่างๆ

บาร์โค้ดที่ใช้ตัวเลขและตัวอักษร

โค้ด 39 (Code 39)      รูปสัญลักษณ์ของรหัสแท่งประเภทนี้ถูกพัฒนาขึ้นมา จากความต้องการที่จะนำเอาข้อมูลที่เป็นตัวอักษรเข้าไปในรหัสแท่ง ด้วย และโค้ด 39 ก็เป็นรูปสัญลักษณ์ของรหัสแท่ง ที่นิยมใช้มากที่สุดในธุรกิจและอุตสาหกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับอาหาร โดยทั่วไปแล้วนิยมนำไปใช้งานด้านการจัดการสินค้าคงคลัง หรือการติดตามความเคลื่อนไหวของวัตถุดิบในโรงงานผลิตสินค้า ความยาวของรูปสัญลักษณ์แบบโค้ด 39 นี้ค่อนข้างยาวและอาจจะไม่เหมาะสมหากฉลากสินค้ามีพื้นที่จำกัด

โค้ด 128 (Code 128)  เนื่องจากโค้ด 39 เก็บข้อมูลที่เป็นตัวอักษรได้ค่อนข้างจำกัด ดังนั้นจึงได้มีการพัฒนาโค้ด 128 ขึ้นมาใช้งาน และเหมาะสมกับฉลากสินค้าที่มีพื้นที่จำกัด เพราะรหัสแท่งแบบโค้ด 128 นี้จะกะทัดรัดและดูแน่นกว่าโค้ด 39 โดยทั่วไปแล้วโค้ด 128 นิยมใช้ในอุตสาหกรรม การจัดส่งสินค้าซึ่งมีปัญหาด้านการพิมพ์ฉลาก

บาร์โค้ด 2 มิติ

โพสต์เน็ต (Postnet)
เป็นรูปสัญลักษณ์ของรหัสแท่งที่ถูกพัฒนาสำหรับการไปรษณีย์ ของประเทศอเมริกาโดยเฉพาะ ข้อมูลที่เก็บอยู่ในรหัสแท่งแบบโพสต์เน็ตคือรหัสไปรษณีย์ เพื่อใช้สำหรับการแยกประเภทของจดหมายเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการจัดส่ง

PDF417 (Portable Data File) เป็นบาร์โค้ด 2 มิติแบบสแต๊ก ซึ่งพัฒนาขึ้นในปี ค.ศ. 1992 โดยบริษัท Symbol Technologies ประเทศสหรัฐอเมริกา บาร์โค้ดแบบ PDF417 สอดคล้องกับมาตรฐาน ISO/IEC 15438 และ AIM USS-PDF417 ลักษณะบาร์โค้ดเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีส่วนแทนรหัสข้อมูลหรือที่เรียกว่าโมดูลข้อมูล (Data Module) เป็นแถบสีดำและสีขาวเรียงตัวกันหลายๆ แถวทางแนวตั้งและแนวนอน ซึ่งประกอบด้วย 3 ถึง 90 แถว และ 1 ถึง 30 คอลัมน์ สามารถบรรจถข้อมูลได้มากสุดถึง 2,710 ตัวเลข 1,850 ตัวอักษร 1,018 ไบนารี คำว่า PDF ย่อมาจาก Portable Data File และประกอบไปด้วย 4 แถบ และ 4 ช่องว่างใน 17 โมดูล จึงทำให้ได้หมายเลข 417 เครื่องอ่านบาร์โค้ดจะสามารถอ่านได้ในทิศทางเดียว เช่น อ่านจากทางซ้ายไปขวา หรือ ขวาไปซ้าย และอ่านจากบนลงล่าง หรือ ล่างขึ้นบน เป็นต้น โดยส่วนใหญ่บาร์โค้ดแบบ PDF 417 จะนำไปใช้กับงานที่ต้องการความละเอียด และถูกต้องเป็นพิเศษ พีดีเอฟ417 (PDF417) รูปสัญลักษณ์ของรหัสแท่งแบบพีดีเอฟ417 หรือเรียกอีกอย่างว่า รหัสแท่งสองมิติ เป็นรูปสัญลักษณ์ที่มีความหนาแน่นของรหัสแท่ง มากกว่าปกติและไม่เป็นเส้นตรง ใกล้เคียงกับตารางคำศัพท์อักษรไขว้ที่เคยเห็นอยู่ทั่วไป สิ่งที่ทำให้รหัสแท่งแบบพีดีเอฟ417แตกต่างจากรหัสแท่งแบบอื่น ๆ ที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดก็คือข้อมูลที่เก็บอยู่ในรหัสแท่ง พีดีเอฟ417 จะเก็บข้อมูลเป็นลักษณะแฟ้มข้อมูลแทนที่จะเป็นข้อมูลตัวเลขอ้างอิง บางรัฐ (ในประเทศอเมริกา) จะนำรหัสแท่งสองมิตินี้ไปใช้บนใบขับขี่ ซึ่งสามารถเก็บข้อมูลส่วนตัวของคุณได้มากมาย เช่นชื่อของคุณ รูปถ่าย บันทึกข้อหาที่คุณเคยฝ่าฝืนกฎจราจร และข้อมูลอื่น ๆ รูปสัญลักษณ์แบบพีดีเอฟ417 ซึ่งมีขนาดเท่ากับแสตมป์นี้สามารถที่จะเก็บเนื้อหา ของคำประกาศที่เกทตี้ส์เบอร์กได้ทั้งหมด

Data Matrix บาร์โค้ด 2 มิติแบบนี้ ถูกพัฒนาดโดยบริษัท RVSI Acuity Cimatrix ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี ค.ศ. 1989 สอดคล้องกับมาตรฐาน ISO/IEC 16022 และ ANSI/AIM BC11-ISS-Data Matrix ลักษณะบาร์โค้ดมีทั้งรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสและสี่เหลี่ยมผืนผ้า สำหรับบาร์โค้ดรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสมีโมดูลข้อมูลระหว่าง 10 x 10 ถึง 144 x 144 โมดูล และรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามี 8 x 18 ถึง 16 x 48 โมดูล Data Matrix สามารถบรรจุข้อมูลได้มากที่สุด 3,116 ตัวเลข หรือ 2.355 ตัวอักษร แต่สำหรับข้อมูลประเภทอื่นได้แก่ข้อมูลเลขฐานสองบรรจุได้ 1,556 ไบต์ (1 ไบต์เท่ากับเลขฐานสอง 8 หลัก) และตัวอักษรภาษาญี่ปุ่นบรรจุได้ 778 ตัวอักษร รูปแบบค้นหาของบาร์โค้ดแบบ Data Matrix อยู่ที่ตำแหน่งของด้านซ้ายและด้านล่างของบาร์โค้ด บาร์โค้ด Data Matrix ส่วนใหญ่ใช้ในงานที่มีพื้นที่จำกัดและต้องการบาร์โค้ดขนาดเล็ก

สิ่งที่สำคัญควรจำก็คือ
ถ้าขนาดของแท่งและช่องว่างของรูปสัญลักษณ์ของ รหัสแท่งยิ่งกว้างเท่าไหร่ พื้นที่ที่ใช้พิมพ์รหัสแท่งก็จะกว้างขึ้นไปเท่านั้น
เป็นผลให้ความแน่นและความทึบของรหัสแท่งลดลงไปตามกัน ในทางตรงกันข้าม ถ้าขนาดของแท่งและช่องว่างแคบลงไป
พื้นที่ที่ใช้พิมพ์รหัสแท่งก็น้อยลงไป เป็นผลให้ความแน่นและความทึบของรหัสแท่งเพิ่มมากขึ้น เรื่องการพิมพ์รหัสแท่งจะได้กล่าวถึงถัดไป
หากคุณต้องการข้อมูลเลขรหัสของผู้ผลิตรหัสแท่งยูพีซี คุณสามารถสอบถามได้ที่ ยูนิฟอร์มเคาท์ซิล (Uniform Code Council) เบอร์โทรศัพท์ 937-435-3870 ข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับรหัสแท่ง คุณสามารถสอบถามได้ที่ เอไอเอ็ม ยูเอสเอ (AIM USA) เบอร์โทรศัพท์ 412-963-8588
อ่านรหัสแท่งอย่างไร
รหัสแท่งถูกอ่านโดยการฉายแสงพาดไปยังรูปสัญลักษณ์บนฉลาก คุณจะมองเห็นเพียงแสงเลเซอร์สีแดงบาง ๆ ที่ถูกยิงออกมาจากสแกนเนอร์เท่านั้น แต่ในขณะเดียวกันนั้นแสงที่ยิงออกจากสแกนเนอร์นั้นจะถูกดูดซับไว้โดยแท่งสีทึบของรหัสแท่ง และสะท้อนออกไปด้วยช่องว่างสีขาวของรหัสแท่ง เครื่องสแกนเนอร์จะทำการเก็บเอาแสงที่ถูกสะท้อนกลับออกมานั้น แล้วเปลี่ยนเป็นสัญญาณไฟฟ้า
แสงเลเซอร์ที่ยิงออกมาจากสแกนเนอร์ (แหล่งกำเนิดแสง) จะทำการอ่านรหัสแท่งเริ่มต้นจากส่วนที่เป็นสีขาว (ไควเอ็ดโซน, Quiet zone) ก่อนรูปแท่งสีดำแท่งแรก และทำการอ่านไปจนถึงส่วนที่เป็นสีขาวหลังจากรูปแท่งสีดำแท่งสุดท้าย ถ้าแสงเลเซอร์นั้นฉายออกนอกขอบเขตของรูปสัญลักษณ์ ของรหัสแท่งแล้ว เครื่องจะไม่สามารถอ่านรหัสแท่งได้ ความสูงของรูปสัญลักษณ์ของรหัสแท่งนั้นถูกกำหนดมาในมีความสูง ที่เพียงพอทำให้การอ่านรหัสเป็นไปอย่างราบรื่นไม่ออกนอกขอบเขต ถ้าข้อมูลที่เก็บอยู่ในรหัสแท่งเพิ่มขึ้นมากเท่าไร ความยาวของรูปสัญลักษณ์จะยาวเพิ่มขึ้น และส่งผลให้ความสูงของรหัสเพิ่มขึ้นตามไปเช่นเดียวกัน
ประเภทของสแกนเนอร์
ในปัจจุบันสแกนเนอร์แบ่งออกเป็นสามประเภทใหญ่ ๆ คือ แบบฟิกซ์ แบบสำหรับอ่านรหัสแท่งเป็นชุดชนิดพกพาได้ และแบบไร้สายชนิดพกพา
1.สแกนเนอร์แบบฟิกซ์ (ชนิดถือ และชนิดตั้งโต๊ะ) โดยทั่วไปจะยังคงมีสายติดอยู่กับคอมพิวเตอร์หรือเทอร์มินัล (terminal) และสามารถใช้อ่านรหัสแท่งได้ครั้งละหนึ่งรหัสเท่านั้น
2.สแกนเนอร์แบบสำหรับอ่านรหัสแท่งเป็นชุดชนิดพกพานั้น ทำงานโดยใช้แบตเตอรี่และทำการเก็บข้อมูลที่อ่านได้ไว้ในส่วนความจำ ที่อยู่ในตัวมันเอง จนกว่าจะมีการย้ายข้อมูลไปยังคอมพิวเตอร์
3.สแกนเนอร์แบบไร้สายชนิดพกพานั้นทำการเก็บข้อมูล ที่อ่านได้ไว้ในส่วนความจำเช่นเดียวกัน แต่ว่าข้อมูลดังกล่าวนี้จะถูกย้ายไปยังคอมพิวเตอร์ทันที ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเรียกดูข้อมูลได้ทันทีหากมีปัญหา ที่ต้องทำการตัดสินใจขณะนั้นทันที
สแกนเนอร์ทำงานอย่างไร เครื่องสแกนเนอร์โดยทั่วไปแล้วจะมีส่วนประกอบพื้นฐานคือ  หัวอ่าน เครื่องถอดรหัส และสายไฟสำหรับการเชื่อมต่อ ระหว่างเครื่องถอดรหัสและคอมพิวเตอร์หรือเทอร์มินัล
หน้าที่ หลักของหัวอ่านก็คือทำการอ่านรูปสัญลักษณ์ของรหัสแท่ง และทำการส่งสัญญาณไฟฟ้าที่ได้จากการอ่านรหัสแท่งไปยังคอมพิวเตอร์ แต่อย่างไรก็ตามเครื่องถอดรหัสเป็นตัวแปลรหัสแท่งที่อยู่บนรูปสัญลักษณ์ และทำการวิเคราะห์สิ่งที่อ่านได้ เพื่อทำการส่งต่อข้อมูลไปยังคอมพิวเตอร์
เครื่องสแกนเนอร์มีทั้งเครื่องที่มีอุปกรณ์ถอดรหัสในตัว หรือเป็นอุปกรณ์แยกออกไปต่างหากเพื่อทำการถอดรหัส อุปกรณ์ดังกล่าวนี้เรียกว่า อินเทอร์เฟส (interface) หรือเวดจ์ (wedge) เครื่องสแกนเนอร์แบบไม่มีเครื่องถอดรหัสในตัวนั้น นิยมนำไปใช้งานร่วมกับเครื่องสแกนเนอร์สำหรับอ่านรหัสแท่งเป็นชุด ซึ่งการถอดรหัสจะเกิดขึ้นที่เทอร์มินัลเอง
การติดตั้งสแกนเนอร์เข้ากับคอมพิวเตอร์ เครื่องสแกนเนอร์แบบฟิกซ์ เครื่องอ่านชนิดใช้แป้นพิมพ์
เครื่องอ่านชนิดใช้แป้นพิมพ์นี้จะถูกติดตั้งเข้ากับพอร์ทที่เรียกว่าคีย์บอร์ด อินเทอร์เฟส (keyboard interface) เมื่อมีการอ่านข้อมูลจากรหัสแท่งเข้ามาแล้ว ข้อมูลดังกล่าวจะถูกป้อนเข้าคอมพิวเตอร์โดยผ่านแป้นพิมพ์ บางครั้งจะเรียกเครื่องสแกนเนอร์ชนิดนี้ว่าเครื่องอ่านแบบตอกเพราะมีการใช้แป้นพิมพ์จริง ๆ เครื่องอ่านชนิดนี้จะถูกติดตั้งเป็นเสมือนแป้นพิมพ์อันที่สอง ข้อดีของการใช้เครื่องสแกนเนอร์ชนิดนี้ก็คือเราไม่ต้องเป็นกังวลกับเรื่องซอฟต์แวร์ที่ใช้อยู่และไม่จำเป็นต้อง มีการเปลี่ยงแปลงซอฟต์แวร์อะไรใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะซอฟต์แวร์ที่ทำงานอยู่นั้นจะคิดว่ามีการป้อนข้อมูลจากทางแป้นพิมพ์โดยคน
เครื่องอ่านรหัสแท่งแบบซีเรียลพอร์ท (serial port)
วิธีการอ่านรหัสแท่งอีกวิธีหนึ่งคือการใช้สแกนเนอร์ แบบซีเรียลพอร์ทแบบอาร์เอส-232 (RS-232) ข้อมูลในรหัสแท่งจะถูกส่งเข้าไปยังคอมพิวเตอร์ในรูป แบบแอสคีย์ (ASCII) เสมือนคุณเป็นคนป้อนข้อมูลเข้าด้วยตัวเอง การใช้เครื่องอ่านรหัสแท่งแบบซีเรียลพอร์ทเหมาะสำหรับงาน ที่มีคนใช้งานจำนวนมาก เนื่องจากเราใช้เทอร์มินัลที่มีซีเรียลพอร์ท ทำให้เราสามารถทำการเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์หลาย ๆ เครื่องเข้าด้วยกัน และรับส่งข้อมูลเป็นรูปแบบแอสคีย์

เครื่องสแกนเนอร์แบบสำหรับอ่านรหัสแท่งเป็นชุดชนิดพกพา
เครื่องสแกนเนอร์ชนิดมีทำงานโดยใช้แบตเตอรี่ และทำการเก็บข้อมูลที่อ่านได้ไว้ในส่วนความจำในตัวมันเอง และทำการส่งถ่ายข้อมูลในเวลาอื่น ๆ ส่วนประกอบของสแกนเนอร์แบบสำหรับอ่านรหัสแท่งเป็นชุดชนิดพกพานั้นคือ หัวอ่าน และหน้าจอแอลซีดี (LCD) เพื่อแสดงข้อความให้ผู้ใช้งานได้รับรู้ว่าจะต้องทำอะไรขั้นต่อไป และทำการป้อนข้อมูลต่าง ๆ เข้าไป การถ่ายโอนข้อมูลที่อ่านได้นั้นจะต้องผ่านเครเดิล (cradle) เท่านั้น สแกนเนอร์แบบสำหรับอ่านรหัสแท่งเป็นชุดชนิดพกพาเหมาะสำหรับประเภทของงาน
ที่ต้องเดินไปเดินมาและข้อมูลที่อ่านได้ยังไม่จำเป็นต้องรีบนำไปใช้งาน สแกนเนอร์แบบสำหรับอ่านรหัสแท่งเป็นชุดชนิดพกพานี้มีหลากหลายรูปแบบเช่น แบบมือถือ แบบห้อยติดตัวได้ หรือจะเป็นแบบตั้งโต๊ะได้ ความเหมาะสมในการใช้งานนั้นขึ้นอยู่กับประเภทของธุรกิจของคุณ
สแกนเนอร์ไร้สายชนิดพกพา
ถ้าคุณจำเป็นที่จะต้องทำการเก็บข้อมูลจากที่ไกล ๆ และจำเป็นต้องรีบด่วนนำเอาข้อมูลนั้น ๆ มาใช้งานแล้วล่ะก็ สแกนเนอร์ไร้สายชนิดพกพานี้ดูจะเหมาะสมที่สุด และสามารถนำไปติดตั้งเข้าใช้งานกับเทอร์มินัลที่มีอยู่ได้อย่างไม่มีปัญหา และข้อมูลจะถูกส่งไปยังคอมพิวเตอร์ต่อไป สแกนเนอร์แบบไร้สายนี้ช่วยในผู้ใช้งานทำการอ่านข้อมูล ได้ทันทีซึ่งทำให้เป็นที่น่าสนใจสำหรับหลายอุตสาหกรรม
.
สแกนเนอร์ชนิดเคเบิล (Cables)
สแกนเนอร์ชนิดเคเบิลนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคุณว่าคุณต้องการที่จะทำการเชื่อมต่อสแกนเนอร์อย่างไร เคเบิลนี่มีหลายชนิด
เช่น อาร์เอส-232 ไดเรคเคเบิล (RS-232 Direct Cables) หรือว่าจะเป็นอแดปเตอร์ (adapter) ของไซแนป (Synapse)
ไม่ว่าจะเป็นสแกนเนอร์ชนิดเคเบิลแบบใดก็ต้องใช้ไฟฟ้า เครื่องชนิดอาร์เอส32 นั้นมีทั้งแบบ 9 เข็ม หรือ 25 เข็ม ใช้สำหรับต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์ ถ้าใช้อแดปเตอร์ของไซแนปแล้วคุณสามารถเชื่อมต่อเครื่องสแกนเนอร์หนึ่งเครื่อง เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์หลายเครื่องได้
การเลือกสแกนเนอร์ให้เหมาะสมกับการใช้งาน
คุณจะนำสแกนเนอร์ไปใช้งานในลักษณะและสิ่งแวดล้อมแบบใด?
นำไปใช้ในโรงงานหรือร้านขายของชำ?
– คุณจำเป็นที่จะต้องใช้สแกนเนอร์อย่างต่อเนื่องหรือเพียงแค่ครั้งคราว?
– คุณต้องการสแกนเนอร์แบบไม่ต้องถือหรือไม่?
– คุณต้องใช้เครื่องสแกนเนอร์เพื่อทำการอ่านรหัสในระยะใกล้หรือไกลจากรูปสัญลักษณ์ของรหัสแท่ง?
– คุณจะนำเครื่องสแกนเนอร์ไปเชื่อมต่อในลักษณะใด?
– คุณจำเป็นต้องนำข้อมูลที่ได้จากการอ่านไปใช้งานทันทีหรือไม่?
.
โปรดจำไว้ว่าสแกนเนอร์แต่ละชนิดถูกออกแบบมาเหมาะสม กับการใช้งานประเภทหนึ่ง ๆ อย่าตัดสินใช้ซื้อสแกนเนอร์เพียงเพราะคุณใช้ความรู้สึก เครื่องสแกนเนอร์ที่ราคาถูกอาจจะเหมาะสมกับงานที่ใช้เครื่องสแกนเนอร์เป็นครั้งคราวเท่านั้น และคงไม่เหมาะสมกับงานที่ต้องใช้สแกนเนอร์อยู่ตลอดเวลา ดังนั้นจงถามคำถามและพยายามเฟ้นหาคำตอบให้ได้ก่อนการตัดสินใจซื้อเครื่องสแกนเนอร์
.
รู้ได้อย่างไรว่าสแกนเนอร์นั้นนำมาใช้งานร่วมกับระบบที่ปัจจุบันใช้อยู่
คุณไม่จำเป็นต้องใช้ซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อนำมา ใช้โอนถ่ายข้อมูลเข้าสู่คอมพิวเตอร์ การอ่านและการถอดรหัสนั้นได้ถูกจัดการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากหัวอ่านและเครื่องถอดรหัสที่อยู่ในเครื่องสแกนเนอร์  ดังนั้นข้อมูลที่โอนเข้าไปยังคอมพิวเตอร์จึงเป็นข้อมูลที่ถูกแปลแล้ว
.
ถึงแม้ว่าคุณจะไม่มีปัญหาเรื่องซอฟต์แวร์ในส่วนของการโอนย้ายข้อมูลแต่ซอฟต์แวร์ที่คุณมีอยู่อาจจะใช้พิมพ์รหัสแท่งไม่ได้
ซึ่งคุณอาจจะต้องทำการซื้อฉลากที่มีการพิมพ์รหัสแท่งในคุณเป็นที่เรียบร้อยแล้วหรือไม่คุณก็ต้องทำการอัฟเกรด (upgrade)
ซอฟต์แวร์ของคุณเพื่อคุณสามารถที่จะพิมพ์รหัสแท่งได้ดัวยตัวของคุณเองไม่ว่าจะเป็นฉลากสำหรับการขนส่งสินค้า การรับของ หรือบัตรประจำตัวพนักงาน ซึ่งมันจะสะดวกสำหรับการทำงานของคุณเป็นอย่างมาก
.
ซอฟต์แวร์ที่จำเป็นสำหรับการใช้งาน
ไม่ว่าคุณจะนำเอาระบบรหัสแท่งไปประยุกต์ใช้งานการจัดการสินค้าคงคลัง การติดตามอาการคนไข้ การรับ-ส่งสินค้า
หรือแม้กระทั่งการชำระเงิน คุณจะต้องมีซอฟต์แวร์ที่เหมาะสมในการใช้งานต่าง ๆ กัน เพื่อทำให้การดำเนินงานประสบความสำเร็จ
ซอฟต์แวร์เปรียบเสมือนกับผู้ร่วมหุ้นที่ไม่ออกเสียง ที่ช่วยเหลือจัดการรับ-ส่งข้อความจากสแกนเนอร์และคอมพิวเตอร์ที่เก็บข้อมูล
เพื่อใช้จัดการธุรกิจ
.
ไม่ว่าคุณจะทำธุรกิจในอุตสาหกรรมใด หรือลักษณะงานของคุณจะเป็นแนวไหนก็ตาม บริษัทซิมเบิลและบริษัทหุ้นส่วนของเรานั้นสามารถ ที่จะให้ความช่วยเหลือคุณได้ในทุก ๆ ลักษณะของธุรกิจ—ตั้งแต่วางแผนงานและจัดการระบบจัดส่งสินค้า การปฏิบัติงานและการอบรม การบริการงานติดตั้งระบบ การจัดการงานบริการ และอื่น ๆ
.
การพิมพ์รหัสแท่ง
ถ้าคุณมีซอฟต์แวร์ที่ใช้พิมพ์รหัสแท่ง คุณสามารถพิมพ์รหัสแท่งได้เองโดยใช้เครื่องพิมพ์แบบเข็ม เครื่องพิมพ์แบบความร้อน หรือเครื่องพิมพ์เลเซอร์ ถ้าคุณต้องการพิมพ์รหัสแท่งที่มีคุณภาพดีและชัดเจน คุณต้องใช้เครื่องพิมพ์เลเซอร์เท่านั้น นอกจากนั้นแล้วเครื่องพิมพ์เลเซอร์ยังเหมาะที่จะใช้พิมพ์รหัสแท่งจำนวนมาก ๆ ต่อครั้ง หากคุณต้องการพิมพ์รหัสแท่งจำนวนน้อย ๆ แล้ว
เครื่องพิมพ์แบบเข็มจะเหมาะสมกว่า ส่วนการพิมพ์โดยใช้ความร้อนนั้นเหมาะสำหรับการพิมพ์รหัสแท่ง บนฉลากที่เป็นม้วน ๆ และนำไปใช้งานได้ทันที สำหรับการจัดพิมพ์รหัสแท่งที่มีจำนวนมาก ๆ แล้ว การพิมพ์โดยใช้ความร้อนนั้นจะเป็นที่นิยมที่สุด เนื่องจากว่าสามารถจัดพิมพ์ได้เร็ว และมีคุณภาพดี
การพิมพ์รหัสแท่ง
ถ้าคุณมีซอฟต์แวร์ที่ใช้พิมพ์รหัสแท่ง คุณสามารถพิมพ์รหัสแท่งได้เองโดยใช้เครื่องพิมพ์แบบเข็ม เครื่องพิมพ์แบบความร้อน หรือเครื่องพิมพ์เลเซอร์ ถ้าคุณต้องการพิมพ์รหัสแท่งที่มีคุณภาพดีและชัดเจน คุณต้องใช้เครื่องพิมพ์เลเซอร์เท่านั้น นอกจากนั้นแล้วเครื่องพิมพ์เลเซอร์ยังเหมาะที่จะใช้พิมพ์รหัสแท่งจำนวนมากๆ ต่อครั้ง หากคุณต้องการพิมพ์รหัสแท่งจำนวนน้อย ๆ แล้ว เครื่องพิมพ์แบบเข็มจะเหมาะสมกว่า ส่วนการพิมพ์โดยใช้ความร้อนนั้นเหมาะสำหรับการพิมพ์รหัสแท่งบนฉลากที่เป็นม้วน ๆ และนำไปใช้งานได้ทันที สำหรับการจัดพิมพ์รหัสแท่งที่มีจำนวนมาก ๆ แล้ว  การพิมพ์โดยใช้ความร้อนนั้นจะเป็นที่นิยมที่สุด  เนื่องจากว่าสามารถจัดพิมพ์ได้เร็ว และมีคุณภาพดี
.
สิ่งที่ควรจำคือ ถ้ารหัสแท่งนั้นมีความแน่นน้อย จะพิมพ์ได้ง่ายและอ่านง่ายกว่ารหัสแท่งที่มีความแน่นมาก เนื่องจากความผิดพลาดจากการพิมพ์จะเกิดขึ้นน้อยกว่า
.
ประโยชน์จากการประยุกต์ใช้งานรหัสแท่ง
ธุรกิจด้านการผลิต
ผู้ผลิตสามารถที่จะควบคุมงานบริหารคลังสินค้า และงานบริหารโรงงานเข้าด้วยกันโดยอาศัยวิธีการจัดการ ที่เรียกว่า จัสอินไทม์ (Just in Time) ทุก ๆ ระบบงานจัดการจะถูกเชื่อมเข้าด้วยกันไม่ว่าจะเป็น
ระบบงานวางแผนวัสดุ(เอ็มอาร์พี MRP)
ระบบการจัดการคลังสินค้า (ดับเบิ้ลยูเอ็มเอส WMS)
และระบบการจัดการพื้นที่การผลิต (เอ็มอีเอส MES)
.
ธุรกิจด้านการจัดส่งสินค้า
การนำระบบการจัดการข้อมูลโดยใช้รหัสแท่งมาใช้ร่วมกับการบริหารงาน ด้านจัดส่งสินค้านั้น จะช่วยให้งานบริหารราบรื่นยิ่งขึ้น
ระบบการบริหารงานจัดส่งสินค้านั้นได้มีการนำเอาเทคโนโลยี ระบบเครือข่ายรูปแบบต่าง ๆ มาใช้เพื่อช่วยในการบริหาร
เช่นการผนวกระบบเครือข่ายแบบแลน (LAN) และแวน (WAN) ไว้ด้วยกัน ระบบการติดตามตำแหน่ง จีพีอาร์เอส (GPRS)
แบบไร้สาย การใช้เทคโนโลยีรหัสแท่ง หรือการพัฒนาซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ออกมาเพื่อสามารถสื่อสารกับอุปกรณ์ต่าง ๆ สิ่งต่าง ๆ
เหล่านี้ส่งผลให้ต้นทุนในการผลิตลดลง และคุณภาพในการให้บริการลูกค้าจะเพิ่มขึ้น
.
ธุรกิจด้านการขายปลีก
ผู้ขายสามารถที่จะควบคุมการหมุนเวียนของสินค้าคงคลังตั้งแต่จุดรับ-ส่งสินค้า จนถึงสินค้าออกจากร้านไป ระบบการจัดการงานขายภายในร้านโดยผ่านเทคโนโลยีแบบไร้สาย ทำให้ประสิทธิผลในการทำงานเพิ่มขึ้น เช่นระบบการปรับ-ตัดราคาสินค้าอัตโนมัติ
ระบบการเติมสินค้าในคลัง
.
ธุรกิจด้านการจัดการสุขภาพ
ธุรกิจด้านการจัดการสุขภาพนั้นสามารถนำเอาระบบรหัสแท่งไปช่วย ในการบริหารงาน เพื่อช่วยในการเก็บข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำ
และเพิ่มความรวดเร็วในการให้บริการ เริ่มต้นตั้งแต่จากห้องทดลองไปจนถึงโรงพยาบาล คุณสามารถทำการดึงข้อมูลโดยใช้รหัสแท่งได้ทันที เช่นประวัติของคนไข้ หรือข้อมูลเรื่องประกันภัย

ที่มา : rightsoftcorp.com

หมวดหมู่:Network, NEWS IT, OTHER
  1. ยังไม่มีความเห็น
  1. No trackbacks yet.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: